Archive

Posts Tagged ‘สอนใช้งาน amazon’

สรุปขั้นตอนหากจะเริ่มทำ Amazon

June 9th, 2012 24 comments

ห่างหายจากการเขียนบทความไปนาน พอดีพักหลังสังเกตุใน thaiseoboard ยังมีคนสับสนเกี่ยวกับการเริ่มต้นการทำอเมซอน ว่ามันคืออะไร จะตั้งต้นยังไง ก็เลยคิดว่าน่าจะทำบทความสรุปเพื่อเพิ่มความเข้าใจกันหน่อยนะครับ สำหรับมือใหม่ เพราะจริงๆ หากเข้าใจระบบนี้แล้ว ก็น่าจะนำไปประยุกต์ใช้ได้กับ Affiliate อื่นๆ ได้อีก เพราะรายได้เราหากมีหลายตะกร้า ย่อมดีกว่าตะกร้าเดียวนะครับ

จริงๆ การทำ Affiliate ก็เหมือนการที่เราเป็นเซลแมน ขายของน่ะครับ จะขายประกัน หรือจะขายสินค้าอะไรก็แล้วแต่ว่าบริษัทที่เราเป็นตัวแทนนั้นขายอะไร เราเป็นแค่พนักงาน รับแค่ค่าคอมมิชชั่น ไม่ได้เงินเดือน ขายได้มากก็ได้รายได้มาก ไม่มีสินค้าของเราเอง อุปกรณ์การขายก็เช่นพวกโบรชัวร์ ตัวอย่างสินค้า แล้วแต่ว่าบริษัทเราจะจัดอะไรให้ เราจะมี รหัสพนักงาน เป็นตัวบ่งบอกเมื่อสินค้านั้นถูกขายไป ก็จะต้องมีการอ้างอิงรหัสของเรา เพื่อไปคิดคำนวนค่าคอมมิชชั่นของเราครับ ค่าคอมมิชชั่น ก็อยู่ที่ตกลงกันว่าจะให้กี่เปอร์เซ็นของราคาสินค้า

ทีนี้มาเปรียบเทียบกับการทำ Amazon โดยเราเป็นตัวแทน Affiliate ของอเมซอน เราก็เหมือนเป็นพนักงาน ตัวแทนขายคนหนึ่งของ Amazon เราจะมี tracking-id เป็นเหมือนรหัสพนักงาน ซึ่งจะติดไปกับสินค้าที่ลูกค้าของเรา นั่นก็คือ คนที่เข้ามาค้นหาสินค้าในโลกออนไลน์หรือใน internet นี่แหละครับ โดยเราไม่ได้มีสินค้า หรือรับสินค้ามาขาย เราเพียงแต่เสนอขาย ขั้นตอนหลังจากการซื้อ เช่น การคิดเงิน การส่งสินค้า Amazon.com เป็นคนจัดการเองหมด  ดังนั้นในขั้นตอนการเสนอขาย เราจึงต้องมีอุปกรณ์ช่วยการขายของเรา นั่นคือ สร้างเว็บไซต์ สำหรับนำเสนอสินค้าเหล่านั้น โดยทำช่องทางสำหรับให้ลูกค้าที่สนใจสินค้าที่เรานำเสนอนั้น ไปจ่ายเงินเมื่อซื้อสินค้า นั่นคือทำ ลิงค์ ไปยัง Amazon.com นั่นเอง โดยภายในลิงค์จะต้องมีการระบุ trackin-ID ของเราด้วยทุกครั้ง เพื่อให้ระบบของ Amazon.com รู้ได้ว่า สินค้าชิ้นนั้น ขายผ่านตัวแทนอย่างเราน่ะครับ

อ้อ ผมลืมบอกไป Amazon.com ก็ไม่ได้เป็นเจ้าของสินค้าเองนะครับ แต่เป็นเหมือนพ่อค้าคนกลาง นึกภาพง่ายๆ Amazon เป็นเหมือน BigC หรือ Tesco Lotus น่ะครับ รับสินค้าจากเจ้าของสินค้าหลายๆ เจ้ามารวมกันขายไว้ที่เดียว เราเองก็เป็นเหมือนพนักงานขายของห้างเหล่านั้น

ลองดูรูปนี้ประกอบนะครับ

ที่มา: http://businessattitude.com/affiliate-marketing/

ขอ Short note สรุปให้เห็นภาพนะครับ

  • เจ้าของสินค้า เช่น Nokia, Apple —> นำสินค้ามาลงขายที่ Amazon.com
  • ห้างรวมสินค้า = Amazon.com
  • ตัวแทนขาย = ตัวเรา / Affiliate marketer
  • รหัสพนักงาน = tracking-ID
  • ร้านค้าของตัวแทนขาย = website ของเรา
  • ค่าคอมมิชชั่น = เงินที่ตัวแทนขายได้จากการขายสินค้านั้นๆ โดยอาจจะได้จากคิดเป็นกี่ % ของราคาสินค้า

เกริ่นทำความเข้าใจไปละ งั้นก็ขออธิบายขั้นตอนการเป็นตัวแทนขายของ Amazon.com นะครับ

สิ่งที่เราควรจะมีในการทำงานครั้งนี้

  1. เว็บไซต์ หรือ blog สำหรับการนำเสนอสินค้า แบ่งได้เป็นของฟรี อย่าง blogger หรือจะเป็นลงทุนเช่า host จดโดเมน เลยก็ได้ครับ เพราะ blogger ฟรีก็จริง แต่ก็มีโอกาสโดนลบได้ง่าย แต่ถ้าสำหรับคนที่เริ่มลองทำ แล้วยังไม่มั่นใจจริงๆ ก็ทำจากของฟรีก่อนครับ เพราะบางคนทำๆ ไปแล้วอาจจะไม่ชอบก็ได้
  2. บัญชีธนาคารสำหรับรับโอนเงิน ณ ปัจจุบัน ยังนิยมใช้บัญชี ธนาคารกรุงเทพฯ ครับ เพราะมีสาขาที่นิวยอร์ค และรับเงินได้รวดเร็ว ไม่เกิน 3-5 วันหลังมีการคิดคำนวณคอมมิชชั่นแล้ว ก็จะได้รับโอนเงินเข้าบัญชีเลย แต่ถ้ารับเป็นเช็ค ก็จะใช้เวลานานหลายอาทิตย์ แถมเมื่อขึ้นเช็คแล้ว อาจจะต้องรอเวลาอีกเป็นเดือนกว่าจะได้ใช้เงินครับ
  3. บัญชี Paypal ผมแนะนำให้ทำไว้ครับ เพราะสะดวก เวลาจะจดโดเมน หรือเช่า host หรือใครไม่มีบัตรเครดิต ก็แนะนำให้เปิดบัญชีธนาคารกสิกรไทย แล้วใช้บริการธนาคารออนไลน์ อย่าง k-banking แล้วเปิดบัตรออนไลน์เสมือนบัตรเครดิตของธนาคาร เรียกว่า k-web shopping card ใครสงสัยอันไหน หาอ่านรายละเอียดได้ใน google ครับ
  4. 3 อันก่อนหน้านี้เป็นรูปธรรมเข้าใจได้นะครับ แต่ผมขอเสริมนามธรรม แต่ก็คิดว่าน่าจะเข้าใจไม่ยาก ได้แก่
  • ความอดทน เพราะงานทุกอย่างไม่ได้ทำง่ายๆ ครับ ไม่ใช่ทุกคนจะประสบผลสำเร็จในเวลาอันรวดเร็ว ต้องอาศัยเวลา เพราะขนาดทำแล้วได้เงิน ยังต้องอดทนรอจนผ่านไปครบ 2 เดือน ถึงจะได้รับค่าคอมมิชชั่น ก้อนแรกนะครับ ต้องตระหนักตรงนี้เอาไว้ นอกจากนี้ ไม่ควรวอกแวกไปจากเป้าที่วางไว้ อย่าท้อถอยง่ายๆ ครับ
  • ขยันหาความรู้ เพราะระบบทั้ง search engine มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด เราจะทำยังไงให้เว็บไซต์ที่เราทำนั้น ไปอยู่ในผลการค้นหาหน้าแรกๆ ในคำที่ลูกค้าใช้คนใน search engine อย่าง google ได้ยังไง ควรอ่านเก็บความรู้และทดลองทำไปด้วย เพื่อดูผล ไม่ใช่แค่อ่านอย่างเดียว แล้วไม่ลงมือ webboard ต่างประเทศควรหาอ่านด้วยครับ เพราะจะรวดเร็วกว่ารอให้มีคนเอามาแปล ถ้าอ่านแค่ของไทย อาจจะได้ความรู้ที่ล้าสมัยไปแล้วก็ได้ครับ

ขั้นตอนโดยสรุปมีดังนี้นะครับ

1. สร้างร้านของเรา นั่นคือการทำเว็บไซต์ขึ้นมาก่อน เพื่อจะนำเสนอเนื้อหาสินค้าที่เราต้องการจะขาย ข้อมูลเอามาจากไหน จากเว็บที่มีสินค้าเหมือนกับเว็บเรา หรือคัดลอกเอามาจากเว็บ amazon.com เลยก็ได้  โดยในขั้นตอนสร้างร้าน แบ่งเป็น 2 กรณี

กรณีแรก ใช้ของฟรี อย่าง blogger โดยการสมัคร Gmail แล้วไปสร้างเว็บเราจากเว็บ blogger.com ซึ่งเราจะได้โดเมนหรือ url เป็น ชื่อเว็บที่เราตั้ง.blogspot.com (กรณีนี้จริงๆ เรียก subdomain นะครับ) ซึ่งในฟรีบล็อกอย่าง blogger นี้จะมีเครื่องมือการจัดการเว็บเราพร้อมอยู่แล้ว มือใหม่ก็ใช้ได้ไม่น่ามีปัญหา และก็มีเว็บหลายๆ แห่งก็สอนวิธีการใช้งานอยู่แล้วครับ

กรณีที่สอง จดโดเมน และเช่า host สำหรับสร้างเว็บไซต์ โดยเว็บเราอาจจะทำมาจากพวก สคริปต์ฟรี เช่น wordpress หรืออาจจะเป็นสคริปต์สำเร็จรูปที่ทำออกมาสำหรับขาย amazon โดยเฉพาะ เช่น AOM เป็นต้น กรณีนี้ เราจะต้องเสียค่าโดเมน เป็นรายปี ผู้ให้บริการที่นิยมกันก็เช่น godaddy หรือ name.com เป็นต้น และเราต้องเสียค่าบริการเช่า host ซึ่งเลือกได้ว่าจะจ่ายเป็นแบบรายเดือน หรือรายปี ถ้า host นอกดีๆ ก็แนะนำ Hostgator ส่วน host ไทยก็แนะนำ Hostneverdie ครับ

และขอเสริมเพิ่มเติม สำหรับเนื้อหาสินค้า แนะนำว่าให้ทำให้ไม่เหมือนเดิม หรืออย่า copy มาทั้งดุ้น ให้มีส่วนแตกต่างบ้าง เช่น อาจจะเขียน review เพิ่มเติม หรือ rewrite บทความบ้างนะครับ ไม่งั้น ทำไปแล้วเว็บก็โอกาสจะเกิดได้ยาก เพราะว่าเดี๋ยวนี้ search engine อย่าง google ให้ความสำคัญกับเนื้อหาค่อนข้างมากทีเดียว เมื่อเทียบกับเมื่อก่อน และถ้าเราทำเนื้อหาให้ไม่ซ้ำใคร ก็มีโอกาสได้อันดับดีๆ มากกว่า ถึงแม้บางครั้ง back link ของเราอาจจะไม่ได้มากมายอะไร

2. หลังจากเรามีเว็บไซ์ และโดเมนเรียบร้อยแล้ว ก็ไปสู่ขั้นตอนการสมัครเป็นตัวแทนขายของ Amazon.com ซึ่งในขั้นตอนการสมัครก็จำเป็นต้องใช้ โดเมน ที่เราเตรียมไว้ในข้อ 1 ทำการสมัครนั่นเอง ส่วนการตั้งค่ารับเงิน ถ้าไม่เลือกเป็นรับเช็ค ก็ใส่รายละเอียดเลขที่บัญชีของธนาคารกรุงเทพ สำหรับการรับโอนเงิน

3. เมื่อเราได้รับการยืนยันในการเป็นตัวแทนขายของเราแล้ว ก็เป็นกระบวนการสร้างร้าน หรือเว็บไซต์ของเรามากขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสในการขายของเราได้มากขึ้นด้วย เสมือนเราขยายสาขาร้านเรานั่นเอง โดยในขั้นตอนนี้ ก็อาศัย การวิเคราะห์ตลาด และเลือกสินค้าที่คิดว่าน่าจะมีโอกาสทำให้เว็บเราอยู่หน้าแรกๆ ของผลการค้นหาอย่างใน google ได้ บางคนเรียกขั้นตอนนี้ว่า การหา keyword ในการสร้างเว็บขายของ

บางสูตรก็แนะนำให้เลือกสินค้าที่มีคู่แข่งน้อยๆ หรือสินค้าที่ค่อนข้างจำเพาะกับกลุ่ม เช่น สินค้าของคนถนัดซ้าย เป็นต้น บางสูตรก็เลือกสินค้าราคาถูก เพราะคนน่าจะซื้อได้ง่ายกว่า เป็นต้น

ในขั้นตอนเหล่านี้ ต้องอาศัยการอ่าน วิเคราะห์ และฝึกฝน เก็บเกี่ยวประสบการณ์นะครับ ดังนั้นตามที่บอกไว้ในช่วงแรกว่าต้องอาศัยความอดทนพอสมควร ผมเองก็ใช้เวลาเป็นปี ถึงได้พบวิธีหรือแนวทางที่เหมาะกับตัวเอง ดังนั้น หากใครคิดว่า ร้อนเงิน ต้องรีบใช้เงิน ไม่แนะนำให้ทำ ให้หาอย่างอื่นที่ได้เงินเร็วทำดีกว่าครับ (เอาแค่ว่าค่าคอมฯ ก้อนแรกก็ต้องรอหลังจากครบ 2 เดือนไปแล้วก็เห็นได้ชัดเจนละครับว่ายังไงก็ต้องรอก่อนไม่ได้เงินในทันที)

สำหรับรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ แนะนำว่าให้ดูบทความก่อนๆ ที่ผมเขียนไว้แล้วนะครับ เพราะไม่งั้นบทความนี้มันจะยาวจนเกินไป จนอาจทำให้เบื่อหน่ายได้ (เริ่มจากส่วนหน้าสารบัญเว็บก่อนก็ได้ครับ) ก็หวังว่าบทความนี้จะทำให้มองภาพรวมออกนะครับ

อธิบายส่วนจัดการต่างๆของระบบ Amazon Affiliate ตอนที่ 1

June 23rd, 2011 No comments

หลังจากที่ได้อธิบายขั้นตอนการสมัครเป็น amazon affiliate แล้ว เรามาเรียนรู้ส่วนต่างๆ ของหน้าจัดการของ affiliate กันนะครับ ซึ่งจริงๆ แล้วก็ไม่ได้มีอะไรยุ่งยากมากนัก แต่สำหรับคนที่พึ่งเริ่มทำอาจจะงงๆ กับระบบบ้าง ก็เลยขออธิบายส่วนสำคัญที่ควรจะเรียนรู้ไว้นะครับ

1. เมื่อ login เข้าระบบแล้ว สังเกตุในหน้าแรกของหน้าจัดการ affiliate ด้านซ้ายมือ จะมี tracking id หลักเราแสดงอยู่ ถ้าเรามีการสร้าง tracking id เพิ่มเติม เราสามารถคลิกตรงกล่องรายการที่เป็น drop down list เพื่อเลือก tracking id ที่เราต้องการดังรูป โดยการเปลี่ยน list ตรงนี้ จะมีผลกรณีเราจะสร้างพวก banner link ต่างๆ ให้อ้างอิงกับ tracking id ที่เลือกนี้ (อาจจะยังงงๆ อยู่ แต่เดี๋ยวบทความเกี่ยวกับการสร้าง banner link ผมจะอธิบายซ้ำอีกทีครับ) สรุปคือส่วนนี้จะแสดงรายการ tracking id ทั้งหมดของ account ที่เราใช้งานอยู่นี้

สังเกตุว่า tracking id เราที่สร้างไว้จะลงท้ายด้วย -20 เสมอ โดยตัวลงท้ายนี้จะเป็นตัวบอกว่าเป็น amazon ของเขตไหนครับ ถ้า -20 นี้ก็แสดงว่าเป็น amazon.com ที่ขายของเฉพาะในสหรัฐอเมริกา จริงๆ อะเมซอนนี้มีหลายๆ ประเทศครับ เช่น amazon.de ของเยอรมันก็จะลงท้ายด้วยเลขอื่น

2. ขยับมาดูทางด้านขวามือบ้าง ส่วนนี้หลายๆ ท่านคงจะคุ้นตาเวลามีคนเอายอดมาโชว์ ก็จะเป็นส่วนนี้ครับที่ทั้งเทพๆ จนถึงคนทั่วไปเอามาอวดกัน โดยจะขออธิบายแต่ละส่วนตามตัวเลขดังนี้

2.1 account setting เป็นการ set ค่าต่างๆ ที่สำคัญของ account ของเรา ซึ่งจะกล่าวถึงในบทความหลังๆ อีกทีนะครับ

2.2 drop down list ส่วนนี้จะมีให้เลือกการแสดงผลในกล่องแสดงผลนี้ เช่น Month to Date ดังรูปก็หมายถึงแสดงรายการ order และรายการส่งของของเดือนนั้น จนถึงวันที่ที่เราเข้าดูรายการขณะนั้น หรือถ้าเราเลือก Yesterday ก็จะเป็นการดูยอดของวันนั้น เป็นต้น ซึ่งจะมีรายการให้เลือกทั้งเป็นแบบเดือนที่แล้ว หรือดูเป็นแบบราย 3 เดือน เป็นต้น

2.3 Earning Summary จะแสดงรายการที่มีการส่งของที่เราขายได้แล้ว ว่าส่งไปจำนวนเท่าใด ตามช่วงเวลาที่เราได้เลือกในข้อ 2.2 ดังในรูปก็แสดงว่า ขณะที่ดูรายการนั้นเดือนนั้นส่งของไปแล้ว 114 ชิ้น ได้ค่าคอมมิสชั่น 7% เพราะว่าเราส่งของได้เกิน 110 ชิ้นแล้ว และได้ยอดค่าคอมฯ คือ 299.39 ดอลล่าห์สหรัฐ เป็นต้น นอกจากนี้ ถ้าเราต้องการดูรายการสินค้าที่มีการส่งของไปตามช่วงเวลาที่เราเลือกนั้น ก็สามารถกดที่ลิงค์ View full report ตรงส่วนี้ได้ ก็จะเปิดหน้าแสดงรายการสินค้าดังที่กล่าว

2.4 Order Summary ก็จะแสดงรายละเอียดคล้ายๆ ข้อ 2.3 แต่เป็นรายการสินค้าที่มีการสั่งซื้อเข้ามา ซึ่งอาจจะยังส่ง (ship) หรือยังไม่ส่งก็ได้ ตามช่วงเวลาที่เราได้เลือกนั้นๆ ส่วนนี้จะแสดง conversion rate ให้ทราบด้วยว่า เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนที่มีการคลิกดูสินค้า (Clicks) กับจำนวนที่มีการสั่งซื้อ (Order items) คิดเป็น conversion rate ได้กี่เปอร์เซ็น ซึ่งถ้าได้ conversion rate สูง ก็อาจจะแปลได้ว่า หน้าร้านเรานั้นสามารถทำยอดขายได้ดี เพราะเมื่อมีคนคลิกมาดูสินค้าแล้ว ก็มีแนวโน้มสูงที่คนๆ นั้นจะซื้อสินค้าดังกล่าว โดยจากรูปจะเห็นว่า rate ไม่ค่อยสูงนัก เพราะ account ที่ผมนำมาแสดงนี้ ส่วนใหญ่จะมี bot เข้ามาคลิกมากกว่าครับ เนื่องจาก account นี้จะมีร้านที่เป็นเว็บปั่น หรือสคริปต์ซะส่วนใหญ่

3. มายังส่วนถัดไปคือหน้ารายงานยอดสินค้า ไม่ว่าจะเป็นยอดส่งของ (Earning report) หรือหน้ารายการสั่งซื้อ (Order report) จะเป็นตารางคล้ายๆ กัน เพียงแต่เราคลิกเลือกว่าเราจะดูรายงานประเภทไหน

โดยการที่จะมาดูในหน้านี้ สามารถคลิกเลือกเมนูทางด้านซ้ายมือของหน้าจัดการ aff. นี้ได้ หรือไปคลิกที่ View full report ในกล่องแสดงยอดจากข้อ 2 ที่กล่าวมาแล้ว

3.1 Report type ส่วนนี้จะให้เลือกประเภทรายงาน เช่น ถ้าจะดูรายงานรายการสินค้าที่ส่งของแล้ว ก็เลือก Earning Report ดังแสดงในรูป หรือถ้าต้องการดูรายการสั่งซื้อสินค้า ก็เลือกเป็น Order Report เป็นต้น

3.2 ช่วงเวลาของการแสดงรายงาน สามารถระบุเป็นช่วงเวลาได้ โดยเลือกได้จากช่วงเวลาตามปฏิทิน หรือจะเลือกตามตัวเลือกที่มีคล้ายๆ กับในข้อ 2 เช่น Month to Date / Yesterday เป็นต้น

3.3 แสดงช่วงเวลาที่แสดงรายงาน

3.4 ตารางแสดงรายละเอียดของสินค้าในรายงานประเภทนั้นๆ

4. ทีนี้เรามาดูรายละเอียดต่างๆ ของตารางแสดงผล เช่น ตารางแสดงรายการสินค้าที่มีการส่งของแล้ว (Ship แล้ว) แสดงว่าเป็นรายการที่เราได้ค่าคอมมิสชั่นแล้วนะครับ โดยตรงส่วน Item Name จะแสดงชื่อสินค้า แยกตามหมวดต่างๆ

4.1 Price แสดงราคาสินค้านั้นๆ เป็นราคา ณ เวลาที่ขายได้ บางทีเราอาจสงสัยว่าทำไมไม่ตรงกับราคาที่เคยเห็น นั่นเพราะ บางครั้งสินค้ามีการลดราคา ทำให้ราคาสินค้าอาจไม่ตรงกับราคาเริ่มแรกที่เราเคยเห็นครับ

4.2 Advertising Fee Rate เป็น % ค่าคอมมิสชั่นที่เราได้ สังเกตุว่าหมวด Electronics จะเป็น 4% ในขณะที่อันอื่นจะมีทั้ง 6% กว่าๆ 7% เป็นต้น นั่นเพราะเป็นข้อกำหนดของทาง amazon ครับ ว่าสินค้าหมวดเครื่องใช้ไฟฟ้า (Electronics) จะได้ค่าคอมฯ แค่ 4% ส่วนสินค้าหมวดอื่นๆ จะแปรไปตามจำนวนสินค้าที่เราขายได้ ถ้าเดือนนั้นเราขายได้จำนวนชิ้นมาก % ก็จะมากขึ้นตามไป ส่วนนี้เดี๋ยวจะมีอธิบายราละเอียดต่อไปนะครับ ในบทวามถัดไป

4.3 คือจำนวนชิ้นของสินค้าที่ขายได้

4.4 คือยอดขายรวมของสินค้านั้นๆ

4.5 คือค่าคอมมิสชั่น ที่เราได้จากสินค้านั้นๆ

5. นอกจากเราสามารถดูรายละเอียดสินค้าได้แล้ว ยังมีรายงานที่แบ่งตาม tracking id ของเรา และถ้าเราสร้าง tracking id สำหรับระบุ เว็บไซต์หรือ keyword ต่างๆ ของสินค้าที่เราสนใจ ในรายงานส่วนนี้ก็เป็นตัวบอกได้คร่าวๆ ว่าขายสินค้าได้จากเว็บไหน หรือ keyword อะไร ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการต่อยอดเพื่อนำ keyword ที่ได้นั้นไปสร้างร้านเพิ่ม เป็นต้น

วันนนี้ขอจบไว้เท่านี้ก่อนนะครับ เดี๋ยวบทความถัดไปก็มาเรียนรู้ส่วนสำคัญอื่นๆ เพิ่มเติมอีกนะครับ