Archive

Archive for the ‘Name.com’ Category

Private nameserver กับการจัดการ VPS & Reseller

May 25th, 2013 No comments

ก่อนหน้านี้ผมเขียนบทความเกี่ยวกับ การเช่าใช้งาน VPS และการจัดการบางส่วนไว้แล้ว แต่พบว่าผมลืมเขียนเกี่ยวกับเรื่องการ set domain ที่จะเอามาเช่า VPS หรือ Reseller plan วันนี้มีโอกาสก็เลยมาเขียนเพิ่มเติมไว้นะครับ การทำ private nameserver นี้ ช่วงก่อนที่ทำพวก linkwheel หรือเช่า seohost จะนิยมกันมากนะครับ แต่ก็มีความจำเป็นในกรณีที่เราจะเช่า vps หรือ reseller plan host

จริงๆ ผู้ให้บริการแต่ละเจ้าก็จะมี interface ต่างกัน แต่จริงๆ ถ้าไปไล่ดูส่วนที่จัดการนั้นก็ set ไม่ต่างกันนักครับ บทความนี้ผมจะนำเสนอวิธีการแค่ 2 เจ้าใหญ่ๆ อย่าง Godaddy กับ name.com นะครับ การเช่า host ทั้ง VPS และก็ Reseller Plan ของ Hostgator ก็จะมีขั้นตอนคล้ายๆ กับ บทความที่ผมสอนการเช่า baby plan นะครับ จะต่างกันแค่ขั้นตอนการเลือก plan และก็ spec ถ้าใครยังไม่มั่นใจก็เลือก spec ต่ำของ plan นั้นก่อนก็ได้ เช่น reseller plan อาจจะเลือก plan แรกคือประมาณเดือนละ 24$ (เดือนแรกอาจจะเหลือแค่ 19$ เพราะจะมีคูปองลดให้อัตโนมัติอยู่แล้วครับ) ซึ่งสำหรับ VPS และ Reseller plan นั้น โดเมนที่จะนำมาใช้สมัคร เราต้องทำการ set ip ให้โดเมนนั้นตรงกับ host ด้วย ไม่ได้ set แค่ nameserver นะครับ โดยหลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการเช่า host เราจะได้ ip มาก็ทำการ set ip ตามนั้นเลย รายละเอียดเดี๋ยวผมจะอธิบายต่อไป ดังนั้นถ้าสรุปเป็นข้อๆ สำหรับขั้นตอนการเช่า vps หรือ reseller นะครับ

  1. ดำเนินการเช่า host ด้วย domain ที่เราจดเตรียมไว้ แนะนำเป็นโดเมนที่เราจดเอง (ไม่แนะนำจดกับผู้ให้บริการ host เพราะระบบจัดการไม่ดีเท่ากับผู้ให้บริการจดโดเมนโดยเฉพาะครับ) ถ้าเป็น .info ก็ราคาไม่แพงครับ 
  2. หลังจากเช่า host แล้วจะได้อีเมลล์ที่แจ้งรายละเอียด รวมถึง ip ของ host นั้นมา
  3. เราก็นำ ip นั้นไป set private nameserver ให้กับโดเมนที่เราใช้เช่า host นั้น สมมติว่า set เสร็จ เราจะได้ nameserver อันใหม่ ของ host เราสำหรับไป set nameserver ให้กับพวก Addon domain ที่จะใส่เพิ่มเข้าไปใน host ของเรา เช่น ถ้าเราจดโดเมนว่า aaaa.com เราจะได้ nameserver เป็น ns1.aaa.com กับ ns2.aaa.com แทนที่จะใช้ nameserver จากผู้ให้บริการ host อย่าง hostgator baby plan จะกำหนดมาให้เลย
  4. กรณีที่เป็น VPS จะมีขั้นตอนการติดตั้ง WHM (ถ้าเราเลือก add cPanel เข้ามาใช้งานด้วย) ซึ่งตอนหลังจะต่างจากบทความที่ผมเคยเขียนไว้ เกี่ยวกับ เริ่มใช้งาน VPS ซึ่ง ณ วันที่เขียนบทความนี้ หลังจากเริ่มใช้งาน จะคลิกแค่ไม่กี่คลิก กรอกรายละเอียดนิดหน่อย ก็จะเสร็จสิ้นขั้นตอน set WHM แล้ว แต่ Reseller นั้น ระบบจะทำการติดตั้ง WHM มาให้เรียบร้อยเลย (กรณีที่เราเลือกระบบจัดการ cPanel นะครับ)
  5. เมื่อใช้งาน WHM ได้แล้ว เราต้องเข้าไปจัดการ Add package และ create account ซึ่งผมเคยเขียนบทความไว้แล้ว คลิกอ่านที่นี่ 
  6. เมื่อเรา create account แล้ว เราจะสามารถเข้าไปจัดการ cPanel ของ account นั้น แบบเดียวกับที่เราใช้งาน baby plan ตามปกติครับ

เกริ่นเกี่ยวกับการจัดการ VPS กับ Reseller มาซะเยอะละ มาเริ่มเกี่ยวกับขั้นตอนการ Set Private nameserver กันเลยนะครับ

ก่อนอื่นผมขอแสดงตัวอย่างรายละเอียดที่จะได้มาในอีเมลล์ที่เราใช้เช่า host vps หรือ reseller plan นะครับ

01_detailofreseller

จากรูปด้านบน สิ่งที่เราจะนำไปใช้ต่อไปคือ IP ที่ผมวงสีแดงไว้นะครับ

ถ้าจดโดเมนที่ Godaddy.com

1. ให้ login แล้วไปยังหน้าจัดการโดเมน เลือกโดเมนที่เราใช้เช่า host ในตัวอย่างนี้คือโดเมน NARONGRIT.NET ก็ให้คลิกเพื่อเข้าหน้าจัดการรายละเอียดของโดเมนนี้

02_gototheselectdomain

 

2. จากนั้นให้เราไปคลิกที่ลิงค์ Manage ในส่วนของ Host names ดังรูป

03_clickhostmanage

 

3. จะมีหน้าต่างใหม่ปรากฏขึ้นมา ให้กดที่ Add one now หรือ Add Hostname ก็ได้ครับ

04_showpopuphost

 

4. จะมีหน้าต่างใหม่ซ้อนขึ้นมาอีก โดยในช่อง Hostname ให้กรอก ns1 ส่วนช่อง IP Address ให้กรอก IP ที่เราเตรียมไว้แล้ว (ได้จากอีเมลล์ที่ใช้ในการเช่า host ที่ผมยกตัวอย่างไว้ตอนต้น) ในตัวอย่างนี้คือ 50.100.99.30 จากนั้นกดปุ่ม Add ดังรูป

05_addip

 

5. จะกลับมายังหน้าต่างแรก แสดงผลดังรูป จะสังเกตุว่ามี nameserver กับ ip ปรากฏมาแล้ว 1 อัน ให้กดปุ่ม Add Hostname เพื่อเพิ่ม nameserver กับ ip อีกอันเข้าไป

06_showafteraddip

 

6. จะปรากฏหน้าต่างใหม่ ก็กรอกคล้ายๆ ขั้นตอนก่อนหน้า โดยในช่องแรกกรอก ns2 ช่องถัดไปกรอก ip เดียวกับ ns1 จากนั้นกดปุ่ม Add

07_addip2

 

7. จะกลับมายังหน้าต่างแรก จะสังเกตุว่ามี nameserver ทั้ง ns1 และ ns2 แล้ว ให้กดปุ่ม Save

08_afteradd2ip

 

8. ก็จะกลับมายังหน้าจัดการรายละเอียดของโดเมน narongrit.net ต่อไป เราจะไปแก้ไข nameserver ให้เป็น nameserver ใหม่ที่เราเพิ่มเข้าไป โดยในหน้าปัจจุบันนี้ ให้คลิกลิงค์ Manage ของส่วน Nameservers ดังรูป

09_managenameserver

 

9. จะปรากฏหน้าต่างใหม่ขึ้นมา ให้ทำการกดที่ลิงค์ edit nameservers ดังรูป

10_popupaddnameserver

 

10. ทำการแก้ไขให้เป็น nameserver ที่เราเพิ่มเข้าไปใหม่ ก็คือ ns1.narongrit.net กับ ns2.narongrit.net นั่นเอง เมื่อเรียบร้อยก็กดปุ่ม Edit

11_addnewnameserver

 

11. จะกลับมายังหน้า รายละเอียดโดเมน รอสักครู่ แล้วกด refresh หน้านี้ เราจะเห็นว่า nameserver ได้ปรับเป็นอันใหม่ที่เรา setup เรียบร้อยแล้ว ทีนี้ก็รอ dns update โดยเราสามารถไปสร้าง package และก็ add new account ไว้ได้เลย (กรณี VPS ต้องสร้าง package กับ new account เริ่มต้นเอง แต่กรณี reseller plan ระบบจะทำการสร้างให้เบื้องต้นแล้ว)

12_showresultafteraddnameserver

จะรู้ได้ยังไงว่า dns update แล้ว กรณี reseller plan เวลาเราเรียกโดเมนหลักที่ใช้เช่า host จะเห็นเป็นหน้า ว่างๆ คล้ายๆ แบบในรูปด้านล่างนี้ ก็สามารถดำเนินการอย่างอื่นได้ เช่น ติดตั้งสคริปต์ ทำเว็บต่างๆ ได้เลยครับ

dnsupdate

 

จดโดเมนที่ Name.com

1. login เข้าไปยัง Account และเลือกโดเมนที่จะทำการ set จะสังเกตุตรงเมนูขวามือ ให้คลิกที่เมนู Nameserver Registration ดังรูป

01_clicknameserverregister

 

2. จะมายังหน้าจัดการถัดไป ช่องแรกก็กรอก ns1 ช่องถัดมาก็กรอก IP ที่เราเตรียมไว้ จากนั้นกดปุ่ม Register

02_addip1

 

3. สังเกตุด้านล่าง nameserver กับ ip ชุดแรกได้จัดเก็บไว้แล้ว ก็ให้ทำการระบุ nameserver อีกอันก็คือ ns2 ส่วน ip ก็อันเดียวกัน แล้วกด Register  ดังรูป

03_addip2

 

4. จากนั้นจะเห็นว่า nameserver ได้ถูกเพิ่มเข้าไปแล้วทั้ง 2 อัน จากนั้นเราก็คลิกลิงค์  Edit Nameservers ดังรูป

04_showafteraddip

 

5. ในหน้านี้ เราก็ทำการแก้ไข nameserver เดิมให้เป็นอันใหม่ที่เราเพิ่มเข้าไป (ปุ่มรูปดินสอคือ Edit กากบาทคือ ลบ) เมื่อแก้ไขแล้วกดปุ่ม Update จากนั้นก็รอแค่ dns update ก็สามารถไปจัดการ host ต่อได้ครับ

05_editnameserver

จะเห็นว่าการ set นั้นไม่ได้มีขั้นตอนยุ่งยากมากนัก หวังว่าบทความนี้คงจะช่วย guide ให้กับท่านที่สนใจการใช้งาน VPS, reseller หรือ seohost นะครับ หากมีข้อสงสัยก็ comment ไว้ท้ายบทความนี้ได้ ถ้าไม่ติดอะไรผมจะรีบเข้ามาตอบให้ครับ

  

สรุปขั้นตอนหากจะเริ่มทำ Amazon

June 9th, 2012 24 comments

ห่างหายจากการเขียนบทความไปนาน พอดีพักหลังสังเกตุใน thaiseoboard ยังมีคนสับสนเกี่ยวกับการเริ่มต้นการทำอเมซอน ว่ามันคืออะไร จะตั้งต้นยังไง ก็เลยคิดว่าน่าจะทำบทความสรุปเพื่อเพิ่มความเข้าใจกันหน่อยนะครับ สำหรับมือใหม่ เพราะจริงๆ หากเข้าใจระบบนี้แล้ว ก็น่าจะนำไปประยุกต์ใช้ได้กับ Affiliate อื่นๆ ได้อีก เพราะรายได้เราหากมีหลายตะกร้า ย่อมดีกว่าตะกร้าเดียวนะครับ

จริงๆ การทำ Affiliate ก็เหมือนการที่เราเป็นเซลแมน ขายของน่ะครับ จะขายประกัน หรือจะขายสินค้าอะไรก็แล้วแต่ว่าบริษัทที่เราเป็นตัวแทนนั้นขายอะไร เราเป็นแค่พนักงาน รับแค่ค่าคอมมิชชั่น ไม่ได้เงินเดือน ขายได้มากก็ได้รายได้มาก ไม่มีสินค้าของเราเอง อุปกรณ์การขายก็เช่นพวกโบรชัวร์ ตัวอย่างสินค้า แล้วแต่ว่าบริษัทเราจะจัดอะไรให้ เราจะมี รหัสพนักงาน เป็นตัวบ่งบอกเมื่อสินค้านั้นถูกขายไป ก็จะต้องมีการอ้างอิงรหัสของเรา เพื่อไปคิดคำนวนค่าคอมมิชชั่นของเราครับ ค่าคอมมิชชั่น ก็อยู่ที่ตกลงกันว่าจะให้กี่เปอร์เซ็นของราคาสินค้า

ทีนี้มาเปรียบเทียบกับการทำ Amazon โดยเราเป็นตัวแทน Affiliate ของอเมซอน เราก็เหมือนเป็นพนักงาน ตัวแทนขายคนหนึ่งของ Amazon เราจะมี tracking-id เป็นเหมือนรหัสพนักงาน ซึ่งจะติดไปกับสินค้าที่ลูกค้าของเรา นั่นก็คือ คนที่เข้ามาค้นหาสินค้าในโลกออนไลน์หรือใน internet นี่แหละครับ โดยเราไม่ได้มีสินค้า หรือรับสินค้ามาขาย เราเพียงแต่เสนอขาย ขั้นตอนหลังจากการซื้อ เช่น การคิดเงิน การส่งสินค้า Amazon.com เป็นคนจัดการเองหมด  ดังนั้นในขั้นตอนการเสนอขาย เราจึงต้องมีอุปกรณ์ช่วยการขายของเรา นั่นคือ สร้างเว็บไซต์ สำหรับนำเสนอสินค้าเหล่านั้น โดยทำช่องทางสำหรับให้ลูกค้าที่สนใจสินค้าที่เรานำเสนอนั้น ไปจ่ายเงินเมื่อซื้อสินค้า นั่นคือทำ ลิงค์ ไปยัง Amazon.com นั่นเอง โดยภายในลิงค์จะต้องมีการระบุ trackin-ID ของเราด้วยทุกครั้ง เพื่อให้ระบบของ Amazon.com รู้ได้ว่า สินค้าชิ้นนั้น ขายผ่านตัวแทนอย่างเราน่ะครับ

อ้อ ผมลืมบอกไป Amazon.com ก็ไม่ได้เป็นเจ้าของสินค้าเองนะครับ แต่เป็นเหมือนพ่อค้าคนกลาง นึกภาพง่ายๆ Amazon เป็นเหมือน BigC หรือ Tesco Lotus น่ะครับ รับสินค้าจากเจ้าของสินค้าหลายๆ เจ้ามารวมกันขายไว้ที่เดียว เราเองก็เป็นเหมือนพนักงานขายของห้างเหล่านั้น

ลองดูรูปนี้ประกอบนะครับ

ที่มา: http://businessattitude.com/affiliate-marketing/

ขอ Short note สรุปให้เห็นภาพนะครับ

  • เจ้าของสินค้า เช่น Nokia, Apple —> นำสินค้ามาลงขายที่ Amazon.com
  • ห้างรวมสินค้า = Amazon.com
  • ตัวแทนขาย = ตัวเรา / Affiliate marketer
  • รหัสพนักงาน = tracking-ID
  • ร้านค้าของตัวแทนขาย = website ของเรา
  • ค่าคอมมิชชั่น = เงินที่ตัวแทนขายได้จากการขายสินค้านั้นๆ โดยอาจจะได้จากคิดเป็นกี่ % ของราคาสินค้า

เกริ่นทำความเข้าใจไปละ งั้นก็ขออธิบายขั้นตอนการเป็นตัวแทนขายของ Amazon.com นะครับ

สิ่งที่เราควรจะมีในการทำงานครั้งนี้

  1. เว็บไซต์ หรือ blog สำหรับการนำเสนอสินค้า แบ่งได้เป็นของฟรี อย่าง blogger หรือจะเป็นลงทุนเช่า host จดโดเมน เลยก็ได้ครับ เพราะ blogger ฟรีก็จริง แต่ก็มีโอกาสโดนลบได้ง่าย แต่ถ้าสำหรับคนที่เริ่มลองทำ แล้วยังไม่มั่นใจจริงๆ ก็ทำจากของฟรีก่อนครับ เพราะบางคนทำๆ ไปแล้วอาจจะไม่ชอบก็ได้
  2. บัญชีธนาคารสำหรับรับโอนเงิน ณ ปัจจุบัน ยังนิยมใช้บัญชี ธนาคารกรุงเทพฯ ครับ เพราะมีสาขาที่นิวยอร์ค และรับเงินได้รวดเร็ว ไม่เกิน 3-5 วันหลังมีการคิดคำนวณคอมมิชชั่นแล้ว ก็จะได้รับโอนเงินเข้าบัญชีเลย แต่ถ้ารับเป็นเช็ค ก็จะใช้เวลานานหลายอาทิตย์ แถมเมื่อขึ้นเช็คแล้ว อาจจะต้องรอเวลาอีกเป็นเดือนกว่าจะได้ใช้เงินครับ
  3. บัญชี Paypal ผมแนะนำให้ทำไว้ครับ เพราะสะดวก เวลาจะจดโดเมน หรือเช่า host หรือใครไม่มีบัตรเครดิต ก็แนะนำให้เปิดบัญชีธนาคารกสิกรไทย แล้วใช้บริการธนาคารออนไลน์ อย่าง k-banking แล้วเปิดบัตรออนไลน์เสมือนบัตรเครดิตของธนาคาร เรียกว่า k-web shopping card ใครสงสัยอันไหน หาอ่านรายละเอียดได้ใน google ครับ
  4. 3 อันก่อนหน้านี้เป็นรูปธรรมเข้าใจได้นะครับ แต่ผมขอเสริมนามธรรม แต่ก็คิดว่าน่าจะเข้าใจไม่ยาก ได้แก่
  • ความอดทน เพราะงานทุกอย่างไม่ได้ทำง่ายๆ ครับ ไม่ใช่ทุกคนจะประสบผลสำเร็จในเวลาอันรวดเร็ว ต้องอาศัยเวลา เพราะขนาดทำแล้วได้เงิน ยังต้องอดทนรอจนผ่านไปครบ 2 เดือน ถึงจะได้รับค่าคอมมิชชั่น ก้อนแรกนะครับ ต้องตระหนักตรงนี้เอาไว้ นอกจากนี้ ไม่ควรวอกแวกไปจากเป้าที่วางไว้ อย่าท้อถอยง่ายๆ ครับ
  • ขยันหาความรู้ เพราะระบบทั้ง search engine มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด เราจะทำยังไงให้เว็บไซต์ที่เราทำนั้น ไปอยู่ในผลการค้นหาหน้าแรกๆ ในคำที่ลูกค้าใช้คนใน search engine อย่าง google ได้ยังไง ควรอ่านเก็บความรู้และทดลองทำไปด้วย เพื่อดูผล ไม่ใช่แค่อ่านอย่างเดียว แล้วไม่ลงมือ webboard ต่างประเทศควรหาอ่านด้วยครับ เพราะจะรวดเร็วกว่ารอให้มีคนเอามาแปล ถ้าอ่านแค่ของไทย อาจจะได้ความรู้ที่ล้าสมัยไปแล้วก็ได้ครับ

ขั้นตอนโดยสรุปมีดังนี้นะครับ

1. สร้างร้านของเรา นั่นคือการทำเว็บไซต์ขึ้นมาก่อน เพื่อจะนำเสนอเนื้อหาสินค้าที่เราต้องการจะขาย ข้อมูลเอามาจากไหน จากเว็บที่มีสินค้าเหมือนกับเว็บเรา หรือคัดลอกเอามาจากเว็บ amazon.com เลยก็ได้  โดยในขั้นตอนสร้างร้าน แบ่งเป็น 2 กรณี

กรณีแรก ใช้ของฟรี อย่าง blogger โดยการสมัคร Gmail แล้วไปสร้างเว็บเราจากเว็บ blogger.com ซึ่งเราจะได้โดเมนหรือ url เป็น ชื่อเว็บที่เราตั้ง.blogspot.com (กรณีนี้จริงๆ เรียก subdomain นะครับ) ซึ่งในฟรีบล็อกอย่าง blogger นี้จะมีเครื่องมือการจัดการเว็บเราพร้อมอยู่แล้ว มือใหม่ก็ใช้ได้ไม่น่ามีปัญหา และก็มีเว็บหลายๆ แห่งก็สอนวิธีการใช้งานอยู่แล้วครับ

กรณีที่สอง จดโดเมน และเช่า host สำหรับสร้างเว็บไซต์ โดยเว็บเราอาจจะทำมาจากพวก สคริปต์ฟรี เช่น wordpress หรืออาจจะเป็นสคริปต์สำเร็จรูปที่ทำออกมาสำหรับขาย amazon โดยเฉพาะ เช่น AOM เป็นต้น กรณีนี้ เราจะต้องเสียค่าโดเมน เป็นรายปี ผู้ให้บริการที่นิยมกันก็เช่น godaddy หรือ name.com เป็นต้น และเราต้องเสียค่าบริการเช่า host ซึ่งเลือกได้ว่าจะจ่ายเป็นแบบรายเดือน หรือรายปี ถ้า host นอกดีๆ ก็แนะนำ Hostgator ส่วน host ไทยก็แนะนำ Hostneverdie ครับ

และขอเสริมเพิ่มเติม สำหรับเนื้อหาสินค้า แนะนำว่าให้ทำให้ไม่เหมือนเดิม หรืออย่า copy มาทั้งดุ้น ให้มีส่วนแตกต่างบ้าง เช่น อาจจะเขียน review เพิ่มเติม หรือ rewrite บทความบ้างนะครับ ไม่งั้น ทำไปแล้วเว็บก็โอกาสจะเกิดได้ยาก เพราะว่าเดี๋ยวนี้ search engine อย่าง google ให้ความสำคัญกับเนื้อหาค่อนข้างมากทีเดียว เมื่อเทียบกับเมื่อก่อน และถ้าเราทำเนื้อหาให้ไม่ซ้ำใคร ก็มีโอกาสได้อันดับดีๆ มากกว่า ถึงแม้บางครั้ง back link ของเราอาจจะไม่ได้มากมายอะไร

2. หลังจากเรามีเว็บไซ์ และโดเมนเรียบร้อยแล้ว ก็ไปสู่ขั้นตอนการสมัครเป็นตัวแทนขายของ Amazon.com ซึ่งในขั้นตอนการสมัครก็จำเป็นต้องใช้ โดเมน ที่เราเตรียมไว้ในข้อ 1 ทำการสมัครนั่นเอง ส่วนการตั้งค่ารับเงิน ถ้าไม่เลือกเป็นรับเช็ค ก็ใส่รายละเอียดเลขที่บัญชีของธนาคารกรุงเทพ สำหรับการรับโอนเงิน

3. เมื่อเราได้รับการยืนยันในการเป็นตัวแทนขายของเราแล้ว ก็เป็นกระบวนการสร้างร้าน หรือเว็บไซต์ของเรามากขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสในการขายของเราได้มากขึ้นด้วย เสมือนเราขยายสาขาร้านเรานั่นเอง โดยในขั้นตอนนี้ ก็อาศัย การวิเคราะห์ตลาด และเลือกสินค้าที่คิดว่าน่าจะมีโอกาสทำให้เว็บเราอยู่หน้าแรกๆ ของผลการค้นหาอย่างใน google ได้ บางคนเรียกขั้นตอนนี้ว่า การหา keyword ในการสร้างเว็บขายของ

บางสูตรก็แนะนำให้เลือกสินค้าที่มีคู่แข่งน้อยๆ หรือสินค้าที่ค่อนข้างจำเพาะกับกลุ่ม เช่น สินค้าของคนถนัดซ้าย เป็นต้น บางสูตรก็เลือกสินค้าราคาถูก เพราะคนน่าจะซื้อได้ง่ายกว่า เป็นต้น

ในขั้นตอนเหล่านี้ ต้องอาศัยการอ่าน วิเคราะห์ และฝึกฝน เก็บเกี่ยวประสบการณ์นะครับ ดังนั้นตามที่บอกไว้ในช่วงแรกว่าต้องอาศัยความอดทนพอสมควร ผมเองก็ใช้เวลาเป็นปี ถึงได้พบวิธีหรือแนวทางที่เหมาะกับตัวเอง ดังนั้น หากใครคิดว่า ร้อนเงิน ต้องรีบใช้เงิน ไม่แนะนำให้ทำ ให้หาอย่างอื่นที่ได้เงินเร็วทำดีกว่าครับ (เอาแค่ว่าค่าคอมฯ ก้อนแรกก็ต้องรอหลังจากครบ 2 เดือนไปแล้วก็เห็นได้ชัดเจนละครับว่ายังไงก็ต้องรอก่อนไม่ได้เงินในทันที)

สำหรับรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ แนะนำว่าให้ดูบทความก่อนๆ ที่ผมเขียนไว้แล้วนะครับ เพราะไม่งั้นบทความนี้มันจะยาวจนเกินไป จนอาจทำให้เบื่อหน่ายได้ (เริ่มจากส่วนหน้าสารบัญเว็บก่อนก็ได้ครับ) ก็หวังว่าบทความนี้จะทำให้มองภาพรวมออกนะครับ

สมัคร paypal ด้วย k-web shopping card

January 3rd, 2012 21 comments

บทความนี้อันเนื่องมาจาก เห็นใน TSB หลายๆ คนบ่นว่าไม่มี paypal สำหรับจดโดเมนหรือเช่า host และก็บอกด้วยว่าไม่มีบัตรเครดิต ยังเป็นเด็กบ้าง รายได้ยังทำบัตรไม่ได้บ้าง วันนี้ก็เลยมาเขียนบทความแนะนำวิธีสมัคร paypal ด้วย k-web shopping card สำหรับคนที่มีบัญชีธนาคารกสิกรไทย กันนะครับ รับรองว่าไม่ยากอย่างที่คิด

ก่อนอื่น แนะนำว่าใครยังไม่มีบัญชีธนาคารกสิกรไทย ก็ให้ไปเปิดบัญชี และก็สมัคร k-cyber banking ก็คือการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านอินเตอร์เน็ต ผ่านเว็บไซต์ ซึ่งช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการทำงานเกี่ยวกับการรับ-จ่ายเงินมากทีเดียว ถ้าคุณคิดอยากจะหารายได้ผ่านเว็บ หรืออยากจะเช่าโฮสต์ จดโดเมนทำเว็บไซต์ แนะนำว่าควรสมัครเกี่ยวกับธนาคารออนไลน์เหล่านี้ไว้ครับ จริงๆ ของธนาคารอื่นๆ ตอนนี้มีกันเกือบทุกธนาคารแล้วโดยเฉพาะธนาคารใหญ่ๆ อย่างเช่น ไทยพานิชย์ (scbeasy) หรือธนาคารกรุงเทพ (i-banking) เป็นต้น สำหรับการสมัคร k-cyber banking นั้น สมัยก่อนต้องไปกรอกเอกสารที่ธนาคาร จึงจะเปิดได้ แต่ตอนนี้ สามารถสมัครผ่านตู้ ATM ได้แล้วครับ ยิ่งสะดวกไปใหญ่ ดังนั้นในขั้นตอนการสมัครนั้น แนะนำให้ไปอ่านที่เว็บของธนาคารกสิกรไทยนะครับ หรือคลิกที่ลิงค์นี้ได้ https://online.kasikornbankgroup.com/K-Online/ib/login_th.jsp

เมื่อสมัครใช้บริการ k-cyber banking สำเร็จแล้ว ผมจะขอแนะนำตั้งแต่ขั้นตอนการสร้าง k-web shopping card กันก่อนนะครับ สำหรับนำไปใช้ในขั้นตอนการผูกกับ paypal

1. ทำการเข้าระบบของเว็บ k-cyber banking

2. เมื่อ login เข้ามาแล้ว ให้เลือกเมนู k-web shopping card และเลือกสมัครใช้บริการ ดังรูป

3. จะมายังหน้าที่ให้ระบุวงเงินการใช้งาน เหมือนวงเงินบัตรเครดิตนั่นเอง ก็ระบุตามที่ต้องการในที่นี้ผมตั้งไว้แค่ 2000 บาท รวมถึงในส่วนผูกกับบัญชีเลขที่ ให้ทำการเลือกเลขที่บัญชีธนาคารกสิกรที่ต้องการจะผูกไว้ด้วยครับ

4. หลังจากกดตกลงแล้ว จากนี้ อาจจะต้องรอ 2-3 วัน เพื่อรอให้ธนาคารดำเนินการสร้าง k-web shopping card ให้ ซึ่ง เมื่อสำเร็จแล้ว จะมีอีเมลล์แจ้งเรามานะครับ ว่า shopping card ดังกล่าวใช้ได้แล้ว ยกตัวอย่างอีเมลล์ดังรูป

5. หลังจาก card ของเราใช้ได้แล้ว เราก็สามารถเข้าไปเอารายละเอียดบัตรเพื่อนำมาใช้สำหรับขั้นตอนสมัคร paypal ต่อไป โดยไปที่เมนู k-web shopping card และเลือก ดูรายละเอียดบัตร ซึ่งระบบจะส่งรหัสความปลอดภัยให้ทางมือถือของเราที่ผู้กับ k-cyber banking เพื่อมากรอกในขั้นตอนนี้ รอซักพักเมื่อได้ sms แจ้งรหัสมาแล้วก็นำรหัสดังกล่าวมากรอกในขั้นตอนนี้ครับ

6. หน้าถัดไป ระบบจะให้เลือก card ที่ต้องการ เราก็เลือกหมายเลขบัตรที่เราต้องการใช้งาน ดังรูป

(ในรูป ผมมี k-web card 2 อันครับ แต่ยกเลิกไปอันนึงแล้ว สำหรับใครที่พึ่งสร้าง จะเห็นแค่บัตรเดียวครับ)

7. เมื่อเลือกแล้ว ระบบจะแสดงข้อมูลที่สำคัญของบัตรนี้ออกมา เราก็ทำการบันทึกข้อมูลไว้ใช้ในขั้นตอนต่อไปครับ (ใครจะ capture หรือคัดลอกรายละเอียดไว้ก่อนก็ได้ครับ ถ้าไม่ได้บันทึก ก็ login เข้ามาตามขั้นตอนที่ระบุไว้ก่อนหน้านี้)

ข้อมูลสำคัญที่เราจะใช้ในขั้นตอนต่อไป ก็คือ เลขที่บัตร, ชื่อย่อบัตร, CVV, วันบัตรหมดอายุ

8. มาถึงขั้นตอนในการสมัคร paypal แล้ว ก็ไปที่เว็บ www.paypal.com และคลิกเลือก ตรง Sign Up ดังรูป

9. จะมายังหน้าที่ให้ระบุภาษาสำหรับการใช้งาน ในที่นี้ ผมจะเลือกภาษาอังกฤษนะครับ เพราะคุ้นเคยมากกว่า และภาษามันสื่อมากกว่า แต่ใครจะเลือกเป็นภาษาไทย ก็เทียบเคียงที่ผมอธิบายในบทความนี้อีกทีละกันนะครับ หลังจากเลือกภาษาแล้ว ตรงส่วนช่อง Personal ให้กดปุ่ม Get Started

10. ต่อมาจะเป็นส่วนที่ให้กรอกข้อมูลส่วนตัวของเรา ก็กรอกให้ครบถ้วน จากนั้นกดปุ่ม Agree and Create Account ดังรูป

11. จะมายังหน้าถัดมา ก็ให้คลิกที่ลิงค์ Go to My Account ดังรูป

12. จะมายังหน้าแรกของ paypal ให้สังเกตุจะมีลิงค์คำว่า Get Verified ให้ทำการคลิกที่ลิงค์ดังกล่าว

13. จะมายังหน้าที่จะให้กรอกรายละเอียดข้อมูลบัตรเครดิตที่จะผูก ก็นำข้อมูล k-web shopping card ก่อนหน้ามากรอกในส่วนนี้

เมื่อกรอกเรียบร้อยแล้วกดปุ่ม Continue ระบบจะแจ้งว่าจะทำการตัดยอดเงินจากบัตรที่ผูกไว้นี้ จำนวนเงิน 70 บาท และข้อมูลของการตัดเงิน จะมีโค้ด 4 ตัว เพื่อนำมากรอกในขั้นตอน verify ต่อไป ซึ่งขั้นตอนนี้อาจจะต้องรอ 2-3 วัน เพื่อให้ระบบตัดเงินจาก k-web shopping card ที่เราผูกไว้

14. ระหว่างที่รอการตัดเงินนี้ เราก็ไปดำเนินการการ activate อีเมลล์ที่เราผูกไว้กับบัญชี paypal นี้ก่อนก็ได้ครับ โดยเมื่อ login เข้าอีเมลล์ที่กรอกไว้ตั้งแต่ตอนสมัครแล้ว จะมีรายละเอียดแสดงดังรูป ให้เราคลิกที่ปุ่ม Activate My Account

15. จะมายังเว็บ paypal ให้ระบุรหัสผ่านที่กรอกไว้ตอนสมัคร ก็กรอกไปและก็กดปุ่ม Login

16. ระบบจะให้เลือกคำถามและคำตอบสำหรับกรณีลืมรหัสผ่าน ก็กรอกตามที่ต้องการครับ จากนั้นกดปุ่ม Submit

แล้วระบบก็จะแจ้งว่าทำการ Activate email สำเร็จ ดังรูป เมื่อกดลิงค์ Go to My Account แล้วก็จะไปยังหน้าแรกของบัญชี paypal ของเรา

18. หลังจากที่มีการตัดบัญชี k-web shopping card แล้ว ปกติจะมีอีเมลล์แจ้งมาจาก k-cyber banking เข้าอีเมลล์ที่เราใช้สมัครบัญชีของธนาคารกสิกร เนื้อหาก็จะแสดงคล้ายๆ ดังรูป เราก็ทำการคัดลอกหมายเลขที่ได้ไว้ ในตัวอย่างคือเลข 4858

19. ทำการเข้าระบบบัญชี paypal ของเรา แล้วก็คลิกที่ลิงค์ ดังรูป

20. จะมีหน้าต่าง popup ที่ให้กรอกเลข 4 ตัวที่ได้จากการตัดเงินใน k-web shopping card แสดงขึ้นมา โดยเมื่อกรอกเลขในช่องที่กำหนด ก็กดปุ่ม Confirm Card

21. จะกลายเป็นหน้าต่าง แสดงข้อความแจ้งว่าดำเนินการเรียบร้อยแล้ว โดยจะมีผลใช้งาน paypal นี้ได้หลังจากครบ 24 ชั่วโมง ก็กดปุ่ม close ปิดหน้าต่างนี้ได้

22. ต่อมาเมื่อมาดูยังหน้าแรกบัญชีของเรา เราก็จะเห็นว่าข้อความต่างๆ ได้เปลี่ยนไปแล้ว เช่น จากเดิมสถานะ Get verified จะกลายเป็น Verified และก็จะมีเงินอยู่ในบัญชีแล้ว 70 บาท เป็นต้น

หลังจากนี้ เมื่อครบ 24 ชั่วโมงหลังขั้นตอน verified แล้ว เราก็สามารถใช้ paypal นี้ในการซื้อสินค้าออนไลน์ เช่าโฮสต์ จดโดเมนได้ตามปกติ

หวังว่าบทความนี้จะอธิบายขั้นตอน ที่ทำให้หลายๆ ท่านสามารถสมัครใช้งาน paypal โดยผูกกับ k-web shopping card ไม่มากก็น้อยนะครับ หลังจากนี้ เวลาหารายได้ออนไลน์ ไม่ว่าจะทำ amazon หรือ adsense ก็น่าจะสะดวกขึ้นอีกเป็นกอง

การเซ็ต nameserver ของ name.com

August 10th, 2011 1 comment

หลังจากเช่า host และจดโดเมนแล้วบางคนอาจสงสัยเกี่ยวกับการตั้งค่าว่าจะชี้โดเมนไปที่ host ยังไง

ปกติแล้ว เวลาเราเช่า host เราจะได้รับอีเมลล์รายละเอียดของ nameserver เพื่อให้เรานำค่าดังกล่าวไปตั้งค่าให้กับโดเมนที่จะใช้กับ host นี้ โดยรูปแบบที่จะได้มาก็จะเป็น

ns1.yourdomain.com
ns2.yourdomain.com

อย่างถ้าเป็น hostgator เอง เมื่อเช่าเสร็จแล้ว เราก็จะได้อีเมลล์แจ้งรายละเอียดมาเหมือนกัน รูปแบบก็จะคล้ายๆ ด้านบนคือ

nsxxx.hostgator.com
nsyyy.hostgator.com

เราก็จะนำค่าดังกล่าวนี้มาตั้งค่าให้กับโดเมนที่เราจดกับผู้ให้บริการ อย่างในบทความนี้จะเป็นที่ name.com นะครับ โดยเมื่อเรา login เข้ามาในระบบแล้ว จะเห็นเมนูส่วนบนหน้าจอดังรูป เมื่อคลิกปุ่ม Account แล้ว จะแสดงรายการโดเมนของเราทั้งหมด

ถ้าต้องการตั้งค่าโดเมนไหน ในหน้านี้ก็ให้ที่ลิงค์ชื่อโดเมนนั้นครับ

1. จะมายังหน้าจัดการให้คลิกที่ลิงค์ edit ดังรูป เพื่อเข้าไปจัดการส่วน nameserver ของโดเมนนี้

2. จะมายังหน้าใหม่ โดยปกติดังรูปจะเห็นว่าค่าตั้งต้นก่อนการแก้ไข จะมี nameserver ถึง 4 เราก็ทำการลบให้เหลือเฉพาะอันที่เราต้องการ ก็คือลบออกไป 2 อันครับ การลบทำได้โดยคลิกลิงค์ delete หลังชื่อ nameserver นั้น แล้วมันจะมีลิงค์ให้ยืนยัน ก็ตอบ yes ไปครับ

3. เมื่อลบจนเหลือจำนวนที่ต้องการแล้ว ก็ทำการคลิก Edit หลัง nameserver นั้นเพื่อแก้ไขค่าให้เป็น nameserver ที่เราต้องการ

โดยเมื่อแก้ไขครบแล้ว ก็จะได้หน้าตาดังรูป (อันนี้ชี้ไปที่ hostgator ที่เป็น share host อย่าง baby plan ครับ)

เท่านี้ก็ถือเป็นการจบการ set nameserver แล้ว ที่เหลือก็รอเวลาซักพัก เพื่อให้ระบบ dns update ครับ ปกติ name.com นี่ update ไวครับ บางทีก็ไม่ถึง 10 นาที สำหรับโดเมนใหม่

เตรียมตัวก่อนติดตั้ง wordpress 3.1.3 เพื่อเตรียมปั่น

July 17th, 2011 7 comments

จากที่เคยแนะนำเทคนิคการปั่นมาในบทความก่อนหน้านี้ ก็มีหลายๆ คนอยากให้เขียนบทความเกี่ยวกับการติดตั้งใช้งาน wordpress mu สำหรับการสร้าง subdomain ในการปั่นสร้างร้านขายของ หลังจากมีโอกาสรวบรวมไฟล์ต่างๆ ที่จำเป็น ก็เลยจัดเป็นบทความนี้ให้เลยครับ  จริงๆ แล้วในบทความต่อจากนี้นี้ จะเป็นการติดตั้ง wordpress ธรรมดา แล้วแปลงการทำงานให้เป็น multi-site ซึ่งจะทำงานคล้ายกันกับ wordpress mu นั่นเอง (สำหรับรายละเอียดอื่นๆ แนะนำให้ค้นคว้าเพิ่มเติมเองนะครับ ฝึกหาข้อมูลใน google จะได้เก่งๆ เด้อ)

ก่อนอื่นอย่าลืมว่า การติดตั้ง wordpress 3.1.3 นี้ ท่านต้องมี host และจดโดเมนเรียบร้อยแล้ว หากใครยังไม่มีทั้งคู่ ก็ย้อนไปดูบทความก่อนหน้านะครับ

  • เช่า hostgator –> ถ้าคิดจะขายของ amazon ให้คนที่อเมริกา แนะนำใช้ host นอกครับ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขาย
  • จดโดเมน ที่ name.com –> ฝึกจัดการโดเมน ด้วยการจดโดเมนที่นี่ ไม่ต้องผ่านตัวแทนครับ มีประโยชน์แน่ในอนาคต
เพื่อให้เห็นภาพกว้างๆ ก่อนขอสรุปขั้นตอนดังนี้
  1. สร้างฐานข้อมูล สำหรับเก็บข้อมูลของสคริปต์ wordpress
  2. ทำ wild card เพื่อให้ subdomain ที่สร้างจาก wordpress multi site สามารถใช้งานได้
  3. ติดตั้ง wordpress 3.1.3
  4. แปลง wordpress ธรรมดา ให้เป็น wordpress multi-site
มาเริ่มขั้นตอนกันเลยนะครับ สำหรับขั้นตอนการติดตั้ง ต้องเตรียมสร้างฐานข้อมูล และ set wild card ก่อนดังนี้
1. ก่อนอื่นให้ login เข้าไปในส่วนจัดการ host ใน cpanel แล้วคลิกเลือก MySQL database ดังรูป
2. จะเข้ามายังหน้าจัดการฐานข้อมูล ให้กรอกชื่อฐานข้อมูลที่ต้องการ เช่น wpmu โดยปกติถ้าเป็น cPanel ของ hostgator ฐานข้อมูลจะขึ้นต้นด้วย user ที่ใช้ login เข้า cPanel ดังตัวอย่าง ถ้าเราใช้ชื่อที่ login เข้า cPanel ว่า admin ฐานข้อมูลหลังจากสร้างแล้วจะเป็น admin_ชื่อฐานข้อมูล เป็นต้น
เมื่อสร้างเสร็จแล้วจะปรากฏข้อมูลดังรูป ให้กดปุ่ม Go Back
3. ต่อไปเป็นขั้นตอนสร้าง user ในการจัดการฐานข้อมูล โดยในหน้าจัดการนั้น ให้เลื่อนลงมาส่วนล่างของจอ แล้วกรอกรายละเอียดดังรูป
เช่นเดียวกับฐานข้อมูล user ที่ได้ จะนำหน้าด้วย user ที่ login เข้า cpanel เช่นเดียวกัน อย่างตัวอย่างที่แสดงก็จะได้เป็น admin_maxmu เป็นต้น
4. หลังจากสร้าง user แล้ว ก็ต้อง Add user ดังกล่าว ให้กับฐานข้อมูลที่สร้างขึ้นก่อนหน้านี้ เพื่อให้ user นั้นสามารถจัดการฐานข้อมูลที่เราต้องการได้นั่นเอง
เมื่อกดปุ่ม Add แล้ว ระบบจะให้ระบุสิทธิการจัดการ ในที่นี้เราเลือกทั้งหมดเลยครับ
5. ก็เป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอนการสร้างฐานข้อมูล สรุปที่เราได้ในขั้นตอนนี้คือ
ชื่อฐานข้อมูล = admin_wpmu
user จัดการฐานข้อมูล = admin_maxmu
password จัดการฐานข้อมูล = xxxxxxxxx (ตามที่ระบุไว้ตอนสร้าง user ในข้อ 3)

6. หลังจากสร้างฐานข้อมูลแล้ว เราก็จะมาสู่ขั้นตอนการ set wild card ให้กับโดเมนที่เราจะติดตั้ง wordpress multi-site นะครับ

โดยในหน้าหลักของ cPanel ให้เลือก Subdomain ดังรูป

 

7. จะมายังหน้าสำหรับ Add subdomain ในช่องแรกให้ใส่เครื่องหมายดอกจัน (*) ดังรูป จากนั้นเลือกโดเมนที่เราจะทำ wild card หรือจะติดตั้ง wp multi-site และในส่วนสุดท้ายให้ระบุ path ของโดเมนที่จะทำ wild card

ซึ่งสุดท้าย เราจะได้รูปแบบหลังจากทำ wildcard แล้วเป็น *.yourdomain.com เป็นต้น

แต่กรณีลง wp ในโดเมนหลัก (โดเมนที่ใช้สมัครตอนเช่า host) path นั้นจะเป็น plublic_html/ อย่างเดียวนะครับ ไม่ต้องมีชื่อโดเมนต่อท้าย ตามในรูปนี้คือ addon domain หรือโดเมนที่เพิ่มเข้าไปใน host ตอนหลังเท่านั้น

 

 

ในบทความต่อไป ก็จะเริ่มขั้นตอนในการติดตั้ง wordpress 3.1.3 พร้อมทั้งการแปลงให้เป็น wordpress multi-site

สอนจดโดเมนที่ name.com

June 24th, 2011 8 comments

สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งของการทำเว็บ ก็คือการจดโดเมนครับ ดังนั้นวันนี้ผมจะมานำเสนอวิธีการง่ายสำหรับการสมัครจดโดเมนกับตัวแทนที่ให้บริการโดยตรง ซึ่งถ้าเราสมัครกับ name.com นี้ เราก็จะสามารถจัดการอะไรต่างๆ เองได้สะดวกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการชี้โดเมนไปที่ host ใหม่ จะต่ออายุโดเมนเอง ไม่ต้องมารอคอยให้ตัวแทนจัดการให้ หรือต้องพะวงว่าโดเมนเราจะหมดอายุ เพราะตัวแทนเราไม่ได้จัดการให้เป็นต้น ดังนั้น ตนแลเป็นที่พึ่งของตนครับ จดเองสบายใจกว่าเยอะเนาะ มาเริ่มกันเลยดีกว่า

1. ก่อนอื่นก็ไปที่เว็บ name.com โดย คลิกที่นี่ ครับ จะมายังหน้าแรกของเว็บ ถ้าเรายังไม่มี account ของเว็บนี้ก็ให้ทำการสร้างก่อน โดยคลิกที่ create account ดังรูป

2. จะมายังหน้าที่ให้กรอก username กับ รหัสผ่าน กรอกเหมือนกัน 2 ครั้ง และกรอกรหัสกันสแปม จากนั้นกดปุ่ม continue ครับ

3. จะมายังหน้าที่ให้กรอกรายละเอียดการจ่ายเงิน หรือรายละเอียดใบเสร็จที่จะออกให้ ซึ่งในขั้นตอนนี้จะเป็นการเก็บข้อมูลให้เป็น preset หรือค่าตั้งต้นไว้ เราจะได้ไม่ต้องมากรอกใหม่ทุกครั้งครับ แต่ถ้าใครยังไม่อยากกรอก ก็ข้ามขั้นตอนนี้ไปได้ แต่ยังไงเสียในขั้นตอนจ่ายเงิน เราก็จะได้มากรอกข้อมูลคล้ายๆ กับหน้านี้ทุกครั้งเมื่อจะจ่ายเงินครับ

4. เมื่อจบขั้นตอนการสร้างบัญชีใช้งาน (account) แล้ว เราก็ login เข้าด้วย user/pass ที่เราระบุไว้ตอนแรกครับ

5. หลัง login เข้า account เราเรียบร้อยแล้ว ต่อไปมาดูขั้นตอนการจดโดเมนกันเลยครับ ตัวอย่างเช่นเรากลับไปที่หน้าแรกของเว็บ name.com แล้วเราก็กรอก keyword หรือคำที่ต้องการจดโดเมนในช่องดังภาพ แล้วกดปุ่ม search

6. ระบบจะแสดงรายการโดเมนว่า ดอทอะไรที่เหลือให้จดโดเมนบ้าง ดังรูป ดอทดีๆ โดยสอยไปหมดแล้ว

แต่ถ้าเราอยากได้โดเมนที่ใกล้เคียง เราอาจจะใช้วิธีเติมคำต่อท้ายลงไป ดังตัวอย่าง cheap shoe .com ไม่ว่างแล้ว ผมก็เติมคำว่า onsale ต่อท้ายเข้าไป ซึ่งโดเมน .com ยังว่างอยู่ เราก็ ติ้กถูกตรงช่อง .com ดังรูปเลยครับ ระบบจะ add cart หรือเก็บรายการที่เลือกเข้าตะกร้าสินค้าให้โดยอัตโนมัติ

7. ถ้าจะเอา dot อื่นๆ อีกก็ติ้กเครื่องหมายถูกในช่อง ดอทนั้นๆ นะครับ แต่ตัวอย่างนี้ผมจดเฉพาะ .com เมื่อจะไปขั้นตอนการจ่ายเงินก็กดปุ่ม Checkout ได้เลยครับ จะมายังหน้าสรุปการจ่ายเงิน

ตรงส่วนี้ อธิบายได้ดังนี้ครับ

+ ส่วนแรกด้านบน จะแสดงรายละเอียดชื่อโดเมน และ option ต่างๆ เพื่อให้เราเลือกเพิ่มเติมได้ เช่น หากต้องการเช่ามากกว่า 1 ปีก็กดเครื่องหมายบวก (+) ด้านหลังคำ 1 year หรือถ้าเราจะซ่อนรายละเอียดของผู้จดโดเมนอย่างเรา (Whois privacy) ก็ติ้กถูกในช่องที่เป็น Whois privacy และยังมีช่องว่างให้กรอก รหัสลดราคา ด้วย ตรง Promo code กรณีที่เราได้รหัสมาก็จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้บางส่วนครับ

+ ส่วนถัดลงมาจะเป็นแสดงตัวเลือกการจ่ายเงิน กรณีเราบันทึกค่าตั้งต้น เช่น บัตรเครดิต ที่เรากรอกและบันทึกไว้แล้ว อย่างตัวอย่างนี้ ผมผูกบัตรเครดิตชนิด VISA ไว้ก็จะมีตัวเลือกดังรูป หรือใครจะเลือกจ่ายแบบ paypal ก็ได้ครับ

+ ส่วนล่างสุดเป็นโดเมนที่ทาง name.com นำเสนอ เป็นโดเมนที่มีชื่อใกล้เคียงกับโดเมนที่เราจด ถ้าเราอยากจดเพิ่มก็ติ้กเครื่องหมายถูกหน้าโดเมนนั้นๆ ได้ครับ

8. กรณีเรามีคูปองหรือรหัสลดราคา ก็กรอกในช่อง Promo code ดังรูปแล้วกดปุ่ม Apply promo ระบบก็จะแสดงราคาว่าลดเหลือเท่าไหร่ดังรูป

เลือกชนิดของการจ่ายเงิน จากนั้นติ้กเครื่องหมายถูกตรง I agree to the registration term…. แล้วกดปุ่ม Checkout

9. จะมีหน้าต่างเล็กๆ แสดงออกมา ตอนนี้ระบบกำลังทำการเรียกเก็บเงินไปยังบัตรเครดิตของเราครับ ให้รอซักครู่

10. เมื่อเสร็จเรียบร้อย ระบบจะแสดงรายละเอียดที่คิดเงินกับเราครับ เป็นอันเสร็จขั้นตอนการจดโดเมน

11. โดยเราสามารถเข้าไปดูรายการโดเมนต่างๆ ที่เราจดเรียบร้อยแล้ว ด้วยการกดเมนู Account ที่อยู่ส่วนบนของเว็บครับ

 

วิธีจดโดเมนกับ name.com ก็มีทั้งหมดดังนี้ครับ จะเห็นว่าไม่ยากเลย

เดี๋ยวบทความต่อๆ จะเล่าเกี่ยวกับวิธีจัดการกับโดเมนเหล่านั้นนะครับ เช่นการ set dns (nameserver) ให้ชี้ไปยัง host ของเรา เป็นต้น